การเขียน Resume ภาษาอังกฤษ

แนะนำการเขียน  Resume ภาษาอังกฤษ

เมื่อเด็กจบใหม่จะรู้สึกว่าการเขียนเรซูเม่สำหรับสมัครงาน IT เป็นเรื่องที่ค่อนข้างหนักใจ เพราะไม่มีรูปแบบ อีกทั้งไม่รู้ว่าจะต้องมีวิธีการเขียนอย่างไร จึงจะทำให้เรซูเม่ของตัวเองน่าสนใจ การสร้างความประทับใจให้กับนายจ้างตั้งแต่ครั้งแรกที่เขาเริ่มอ่านเรซูเม่ของเรา เป็นสิ่งจำเป็นอย่างมาก เพราะหากเขาอ่านแล้ววางเรซูเม่ของเราไว้ที่เดิม โอกาสการได้ทำงานของเราก็จะหมดลง เหลือเพียงโอกาสการได้สมัครงานเท่านั้นเอง

การเขียนเรซูเม่สำหรับสมัครงาน IT ของคนหางานมือใหม่ จะไม่เป็นปัญหาที่ยุ่งยากใจอีกต่อไป jobsDB ได้เตรียมตัวอย่างการเขียนเรซูเม่ เพื่อให้ผู้หางานได้นำมาปรับใช้เป็นแนวทาง ทำให้การเขียนเรซูเม่มีความโดดเด่น และดึงดูดความสนใจของนายจ้างได้

ตัวอย่างการเขียน Resume

Mr. JobsDB

1 Empire Tower III South Sathorn Road,

Yannawa, Sathorn Bangkok 10120

Tel: 090-667-0700 | Email: mrjobsdb@email.com

Age: 23

Marital Status: Single

Hobbies: Reading, Watching Movie, Listening to Music

Date of Availability: Immediately

Computer Programmer

Expected Salary: 20,000 – 25,000 Baht

Objective:

To obtain a challenging Programmer position in a high quality IT environment where my academic skills will add value to the organization.

Summary:

With a good performance in modular and object-oriented programming. Well-versed in all phases of the software development lifecycle, with a strong working knowledge of algorithms and data structures. Proven success engineering customized solutions improving business processes, operations and profitability.

Qualifications:

  • Recent honors graduate of ABC University’s BS in IT program whose academic credentials are reinforced by hands-on programming experience gained during internship with ABC Company.
  • Consistently commended by professors and internship supervisor for programming abilities; strong grasp of technologies (e.g., Java, C, C++, SharePoint, HTML and .Net); and attention to detail.
  • Known as a self-starter, team player and multitasker; strive to consistently exceed expectations.

Education

  • 2002 – 2006 Bachelor of Science (Information Technology)
    University of ABC, Bangkok
    GPA: 3.50
  • 1999 – 2002
    XYZ High School
    GPA: 3.30
  • 1996 – 1999
    DEF School
    GPA: 3.20

Skills:

  • Programming/Languages: Java, C, C++, Visual Basic, SharePoint, MySQL, HTML
  • Source Code Control: Visual SourceSafe, Ant
  • Databases: Oracle 8.x/9.x, SQL Server, Certified Oracle, Certified SAP
  • Design & IDE Tools: Rational Rose, UML, WSAD, Visual Café, VJ++, WebLogic
  • TOEIC score: 800

Experience / Internship

ABC Inc. – Some Town, Bangkok (2004)

Computer Programmer Intern

  • Selected for nine-month internship out of more than 150 applicants.
  • Handled database and Website programming tasks (primarily using Java, C, C++, HTML and SharePoint), working an average of 15 hours per week while maintaining a 3.5 GPA.
  • Redesigned Internet and intranet pages. Used SEO best practices to optimize Website for search engine rankings and improved functionality of company database.
  • Resolved memory corruption and other technical issues by leveraging strengths in coding, debugging and integration testing.

Projects

  • www.onenewproject.com
  • www.secondproject.com
  • www.thirdproject.com

Reference

Dr. John Smith

Professor

University of ABC, Bangkok

1000 SameTown.

Anytown, Bangkok 10500

Work: 310-555-0422

E-mail: john@email.com

Jane Doe

Manager

ABC Company, Inc.

1000 SameTown.

Anytown, Bangkok 10500

Work: 02-667-0700

Mobile: 090-667-0703

E-mail: jane@email.com

ปัญหาอย่างหนึ่งของการสมัครงาน IT ของเด็กจบใหม่ หรือแม้แต่ Computer Programmer ประสบการณ์น้อย ก็จะรู้สึกกังวลเกี่ยวกับการเขียนเรซูเม่สมัครงาน ด้วยเพราะความไม่รู้ และความรู้สึกไม่มั่นใจว่าเรซูเม่ของเราจะได้รับการพิจารณาหรือไม่ เราจะรู้สึกตื่นเต้น และประหม่าทุกครั้งที่เราได้ส่งเรซูเม่สมัครงาน ความกลัวในสิ่งต่าง ๆ มักจะเกิดขึ้นพร้อม ๆ กัน ความรู้สึกกดดันต่าง ๆ เหล่านั้นจะหายไป เมื่อเราได้รับโทรศัพท์เรียกให้ไปสัมภาษณ์งาน เราจึงจะมั่นใจว่าเรซูเม่ของเรานั้นมีประสิทธิภาพ และมีความน่าสนใจ

          ประสบการณ์การทำงานกับการสมัครงาน ปัจจัยเหล่านี้เป็นของคู่กัน นายจ้างจะมองหาสิ่งเหล่านี้ โดยดูจากเรซูเม่ของเราว่ามีประสบการณ์การทำงานหรือไม่ แต่สำหรับเด็กจบใหม่แล้ว แม้ว่าจะไม่มีประสบการณ์ในการทำงานมาก่อน ก็ไม่ใช่เรื่องที่เราต้องวิตกกังวลมากนัก เพราะเราสามารถใช้ประสบการณ์จากการเรียนมาทดแทนได้ โดยเขียนถึงโปรเจกต์ที่เราเคยทำว่ามีอะไรบ้าง หรือแม้แต่ประสบการณ์ในการฝึกงาน ก็สามารถนำมาปรับใช้ได้ แต่ต้องไม่ลืมว่าประสบการณ์การฝึกงาน หรือการเรียนที่ตรงกับงานที่สมัคร นั้นมีความสำคัญ เพราะจะทำให้นายจ้างรู้สึกว่าเลือกคนไม่ผิด

          คีย์เวิร์ดเกี่ยวกับงาน IT เมื่อต้องเริ่มหางานด้าน IT หากต้องการให้เรซูเม่มีความน่าสนใจมากขึ้น ให้เพิ่มคำคีย์เวิร์ดต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับงานนั้น ๆ ลงไป เช่น เมื่อหางานด้าน Computer Programmer ก็ควรมีคีย์เวิร์ดคำเหล่านี้อยู่ในเรซูเม่ด้วย เช่น UNIX, C, C++, Visual Basic, M68000 Development, DEC, VAX, System Servers, SGI, Intel 8086 Assembler, VMS, Pascal, LISP, FORTRAN, Basic, Macro-II. ClearCase, RCS, MS, TeamWare, MS/DOS, Solaris, SCCS. เมื่อนายจ้างอ่านเรซูเม่ของเราในรอบแรก แล้วเจอคำค้นที่เกี่ยวข้องกับตำแหน่งงานนั้นอยู่ เขาก็จะหันมาอ่านเรซูเม่ของเราอย่างรอบคอบอีกครั้งหนึ่ง เพราะมีคำที่น่าสนใจอยู่ในเรซูเม่ อีกทั้ง คำค้นเหล่านี้ ยังช่วยบอกให้นายจ้างได้รับรู้ว่าเรามีความสามารถ และทักษะการทำงานมากน้อยเพียงใด สามารถใช้เครื่องมือใดได้บ้างในการทำงาน

แม้ว่าจะเป็นมือใหม่ในเรื่องของการสมัครงาน แต่ไม่ได้หมายความเราจะสร้างความโดดเด่นไม่ได้ เราสามารถทำให้เรซูเม่ของเราน่าสนใจได้ และทำให้เรามีโอกาสได้ทำงานในตำแหน่งที่คาดหวัง การเขียนเรซูเม่ที่ดีจะช่วยทำให้เรามีโอกาสที่ดีในการทำงาน ดังนั้น เมื่อเริ่มต้นเขียน ก็ควรเขียนอย่างมีแบบแผน และมีประสิทธิภาพ

การเขียน Resume ภาษาไทย

แนะนำวิธีการเขียน  Resume จะมีองค์ประกอบดังนี้

1. ข้อมูลส่วนตัว จุดเริ่มต้นของการเขียน Resume ด้านบนสุดนั้น จะมีรายละเอียดต่างๆที่เกี่ยวกับตัวคุณเอง เราจะเริ่มต้นจาก

1.1 รูปถ่ายปัจจุบัน ถ่ายไม่เกิน 6 เดือน                                1.6 วันเกิด                                           1.11 สถานภาพการแต่งงาน

1.2ชื่อ                                                                                   1.7 สถานที่เกิด                                   1.12 น้ำหนัก,ส่วนสูง

1.3 ที่อยู่                                                                               1.8 สัญชาติ                                         1.13 สุขภาพ

1.4 อีเมลล์                                                                           1.9 เชื้อชาติ                                         1.14 งานอดิเรก

1.5 เบอร์โทรศัพท์                                                               1.10 ศาสนา                                         1.15 เป้าหมาย

2. ประวัติการศึกษา

คุณต้องเขียนประวัติการศึกษาของคุณทั้งหมด ตั้งแต่ที่คุณศึกษาระดับชั้นประถมศึกษา จนถึงระดับการศึกษาสุดท้ายที่คุณ

จบมา ตัวอย่างเช่นของการเขียนประวัติการศึกษาใน Resume มีดังนี้

– จบระดับชั้นประถมศึกษา จากโรงเรียน A อ.เมือง จ.อุบลราชธานี ด้วยเกรดเฉลี่ย 3.96

– จบระดับชั้นมัธยมศึกษา  จากโรงเรียน B อ.เมือง จ.อุบลราชธานี ด้วยเกรดเฉลี่ย 3.53

– จบการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัย C อ.เมือง จ.อุบลราชธานี ด้วยเกรดเฉลี่ย 3.66

นี้คือตัวอย่างของการสมัครงานผ่าน  Resume

3. ประสบการณ์การทำงาน

ให้เขียนโดยเรียงจากบริษัทที่ล่าสุดที่คุณพึ่งออกจากงาน ไปหาบริษัทแรกที่เราทำงานร่วมกันมา ส่วนใครที่ทำงานหลายที่ ก็ให้เขียนเฉพาะประวัติการทำงาน ในสายงานที่เกี่ยวข้องกับงานใหม่ที่คุณกำลังสมัครอยู่ค่ะ

ตัวอย่างในการเขียนประสบการณ์การทำงาน

2555 – ปัจจุบัน  บริษัท แยมลี่ฟรุ๊ตตี้ จำกัด    >  ตำแหน่ง ฝ่าย IT Support

2551 – 2554  บริษัท นาโน จำกัด                  >  ตำแหน่ง ฝ่าย การขาย

2549 – 2550  บริษัท สมายด์ จำกัด              >  ตำแหน่ง ฝ่าย ออกแบบผลิตภัณฑ์

4. ความสามารถพิเศษ

ให้อธิบายเกี่ยวกับความสามารถ หรือ Skill พิเศษของคุณที่ทำได้จริง เช่น ความสามารถในการพุด อ่าน เขียน ภาษาอังกฤษ หรือภาษาต่างประเทศอื่นๆ ความสามารถในการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ ความสามารถในการวางแผนงาน และการวางแผนระบบงานของการทำงาน ในตัวอย่างเช่น

– สามารถ พูด อ่าน เขียน ภาษาอังกฤษได้ดี

– สามารถใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ได้ เช่น Proto Shop

– สามารถเขียนเว็บด้วย HTML และ PHP ได้

นี้คือตัวอย่างในการเขียน Resume สมัครงาน

 

 

 

 

 

 

10 ข้อที่ไม่ควรทำ เมื่อสัมภาษณ์งาน

10 เรื่องห้ามพลาดในการสัมภาษณ์

          เนื่องจากในยุคปัจจุบันมีการแข่งขันค่อนข้างสูงในทางธุรกิจ ดังนั้นองค์กรต่างๆ ต้องการที่จะรับและคัดสรรบุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถ และทัศนคติในเชิงบวกเข้าร่วมทำงานด้วย จึงส่งผลให้การสัมภาษณ์งานมีความเข้มข้นมากขึ้น และทำให้มีการแข่งขันในการหางานค่อนข้างสูง  สิ่งที่ผู้สมัครควรปฏิบัติเมื่อได้รับโอกาสในการสัมภาษณ์งานมีมากมาย ทั้งนี้อยากจะขอแนะนำ ข้อควรปฏิบัติและไม่ควรปฏิบัติ 10 ประการ เพื่อให้ผู้สมัครนำมาเป็นแนวทางในการสัมภาษณ์
          1. วางแผนในการตอบคำถามโดยรู้จักนำเสนอเหตุการณ์ที่เหมาะสมจากประสบการณ์ในการทำงานหรือประสบการณ์จากชีวิตประจำวันในการตอบคำถามที่สื่อไปถึงทักษะต่างๆ
          2. แต่งกายไม่สุภาพ บางคนอาจจะคิดว่าในยุคปัจจุบันมีองค์กรมากมายที่ไม่เคร่งในเรื่องของการแต่งกาย แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า ในฐานะผู้สมัครสามารถแต่งกายตามใจฉันโดยไม่ดูถึงกาละเทสะ หรือ แต่งกายไม่เรียบร้อย เพราะการแต่งกายไม่สุภาพถือว่าผู้สมัครไม่ให้เกียรติต่อสถานที่ทำงานและผู้สัมภาษณ์งาน ซึ่งจะทำให้ความประทับใจแรกพบของผู้สัมภาณ์ที่มีต่อผู้สมัครงานลดลง
          3. ไม่ตรงต่อเวลา ในการสัมภาษณ์แต่ละครั้ง ผู้สมัครควรจะต้องมาก่อนเวลาอย่างน้อยที่สุดคือ 30 นาทีก่อนเวลาสัมภาษณ์ ในกรณีที่ผู้สมัครไม่สามารถมาตรงต่อเวลาได้ ผู้สมัครควรที่จะต้องโทรบอกองค์กรนั้นๆก่อนเวลาสัมภาษณ์งาน  การที่ผู้สมัครมาสัมภาษณ์สายหรือในกรณีที่มาสายโดยไม่โทรมาแจ้ง ทางองค์กรจะมองว่าผู้สมัครคนนั้นเป็นคนที่ไม่ตรงต่อเวลา ไม่ให้เกียรติต่อผู้สัมภาษณ์งาน และไม่มีความรับผิดชอบ ซึ่งอาจจะทำให้ผู้สมัครงานตกสัมภาษณ์ได้
          4. หาข้อมูลเกี่ยวกับองค์กรและหน้าที่รับผิดชอบของตำแหน่งงานที่คุณสมัคร การที่คุณสื่อให้ผู้สัมภาษณ์รู้ว่าคุณมีความรู้เกี่ยวกับองค์กรและงานที่คุณสมัครเข้ามาจะเป็นสิ่งที่บ่งบอกว่าคุณให้ความสนใจ ใส่ใจ และมีความประสงค์อยากจะร่วมงานกับองค์กร
          5. พูดเกินความเป็นจริงในเรื่องของทักษะและความสามารถ ในหลายๆ ครั้งที่พบเจอคือผู้สมัครจะเขียนถึงทักษะและความสามารถที่เกินจริงซึ่งเป็นการทำร้ายตัวเองในทางอ้อมและเป็นการสร้างความผิดหวังให้แก่ผู้สัมภาษณ์ สิ่งที่อยากจะบอกคือทักษะต่างๆที่ระบุใน resume โดยส่วนมากแล้วผู้สัมภาษณ์จะให้ความสนใจและทำการทดสอบว่าผู้สัมภาษณ์มีทักษะตามที่ระบุใน resume จริงหรือไม่
          6. ไม่สบตาผู้สัมภาษณ์  การไม่สบตาผู้สัมภาษณ์ในระหว่างสัมภาษณ์งานจะเป็นการสื่อว่าคุณเป็นคนที่ไม่มีความมั่นใจในตนเองซึ่งในยุคปัจจุบันความมั่นใจถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญในการเลือกผู้สมัคร ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าคุณจะต้องจ้องตาผู้สัมภาษณ์ตลอดเวลา ให้สบตาแค่เพียงเหมาะสมเท่านั้น
          7. ถามแต่เรื่องเงินเดือน และ สวัสดิการ  เท่านั้น  การที่ผู้สมัครตั้งคำถามแต่เรื่องเงินเดือนและเรื่องสวัดิการอย่างเดียว จะเป็นการบ่งบอกว่าผู้สมัครให้ความสนใจในเรื่องเงินมากกว่างาน  ซึ่งถ้าเลือกได้ องค์กรทุกองค์กรต้องการพนักงานที่สนใจในเรื่องของงานมากกว่า
          8. ติดมือถือมากจนเกินไป ในยุคปัจจุบันผู้คนให้ความสำคัญกับมือถือเป็นอย่างมาก จนบางครั้งมีความรู้สึกว่ามือถือคือส่วนหนึ่งของร่างกาย ถ้าไม่ได้หยิบขึ้นมาดูหรือเช็คข้อความต่างๆ ก็จะรู้สึกเหมือนร่งกายกำลังขาดอะไรบางอย่าง ถ้าคุณเป็นหนึ่งในกลุ่มที่ขาดมือถือไม่ได้ ในช่วงสัมภาษณ์ขอแนะนำให้คุณปิดมือถือเพื่อที่คุณจะได้มีสมาธิในการสัมภาษณ์ หลายครั้งที่เห็นผู้สมัครแอบมองหรือจับมือถือที่วางไว้ข้างตัว บนโต๊ะ หรือในกระเป๋ากางเกง ในระหว่างสัมภาษณ์หรือลืมปิดมือถือ ซึ่งการกระทำเช่นนี้ก็จะเป็นการบ่งบอกว่าคุณไม่ได้ให้ความสำคัญกับการสัมภาษณ์ในครั้งนี้
          9. พูดเยอะ ตอบคำถามไม่ตรงประเด็น การที่ผู้สมัครพูดเยอะเกินความจำเป็นนั้นไม่ได้เป็นการบ่งบอกว่าคุณเก่ง หรือ คุณมีความสามารถในการสื่อสาร ในทางกลับกันคุณอาจจะสร้างความรำคาญและถูกมองว่าคุณเป็นคนที่ไม่ค่อยมีสาระ ดังนั้นการพูดในสิ่งที่มีสาระและตอบให้ตรงประเด็นจึงถือเป็นเรื่องสำคัญ
          10. ข้อสุดท้ายที่ขอแนะนำคือ ทุกๆครั้งที่คุณมีโอกาสในการสัมภาษณ์งาน คุณควรจะทำให้ดีที่สุดเปรียบเสมือนว่าคุณได้รับแค่โอกาสครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายถึงแม้ว่างานนั้นจะเป็นงานในฝันของคุณหรือไม่ก็ตาม
หวังว่าข้อมูลทั้ง 10 ประการนี้คงจะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อยให้กับผู้สมัครทุกๆ ท่าน ในการสัมภาษณ์ครั้งต่อไป เพียงท่านนำ 10 เรื่องห้ามพลาดนี้ไปเป็นแนวทางและปรับใช้ให้เหมาะสม มีสติในการตอบคำถาม พูดให้ชัดถ้อยชัดคำ วางบุคลิกภาพให้ดี รับรองว่าท่านจะได้คำตอบรับจากองค์กรอย่างที่หวังไว้แน่นอน

 

การแต่งกายผู้ชาย

การแต่งกายสำหรับผู้ชายเมื่อต้องสัมภาษณ์งาน

เมื่อไรที่มีข่าวเกี่ยวกับการประกาศรับนักศึกษาใหม่เข้ามหาวิทยาลัย หรือนักศึกษาที่จบออกจากรั้วมหาวิทยาลัย เพื่อออกมาหางานทำ ซึ่งสิ่งหนึ่งที่เรารู้ดีว่าพวกเขากังวลเป็นห่วงอยู่ไม่น้อยไปกว่าการสัมภาษณ์งานเลยก็คือ การเลือกชุดสัมภาษณ์งาน ชุดใหนจะแต่งกายเหมาะสมที่ที่สุด ดังนั้นในวันนี้เราก็เลย แนะนำวิธีการเลือกชุดสัมภาษณ์งาน และตัวอย่างสำหรับการแต่งตัวไปสัมภาษณ์งานตามประเภทของงาน มาฝากให้ได้เก็บไว้เป็นแนวทางในการเลือกชุดสัมภาษณ์งาน เพื่อทำให้ผู้สัมภาษณ์รู้สึกประทับใจในตัวคุณตั้งแต่แรกเห็นยังไงล่ะค่ะ

1. เน้นการสวมเสื้อผ้าที่ดูเป็นทางการเอาไว้ก่อน

การแต่งกายผู้ชาย
กฎข้อแรกของการเลือกชุดสำหรับใส่ไปสัมภาษณ์งานก็คือ เน้นเสื้อผ้าและรองเท้าที่ดูสุภาพ เรียบร้อย หรือดูเป็นทางการเอาไว้ก่อน แม้บริษัทที่คุณกำลังจะไปสัมภาษณ์จะเป็นแบบโฮมออฟฟิศ ที่มีบรรยากาศสบาย ๆ ไม่เคร่งครัดเรื่องการแต่งตัวมาก แต่อย่างน้อยก็เป็นการให้เกียรติกับผู้สัมภาษณ์และสถานที่ที่คุณกำลังจะเดินทางไปสัมภาษณ์งานอยู่ด้วย

2. มีแอคเซสซอรีติดตัวไว้บ้าง

การแต่งกายผู้ชาย
นอกจากเลือกเสื้อผ้าให้เหมาะสมแล้ว ควรจะมีแอคเซสซอรีสวมติดตัวเอาไว้บ้าง อย่างเช่น นาฬิกา แหวน หรือเข็มขัด เป็นต้น เพราะแอคเซสซอรีที่สวมใส่ไปสัมภาษณ์เปรียบเสมือนกิมมิคเล็ก ๆ ที่จะช่วยให้คุณดูโดดเด่นกว่าผู้ถูกสัมภาษณ์คนอื่น ๆ และเป็นที่จดจำของผู้สัมภาษณ์ได้ง่ายกว่า ในขณะเดียวกันก็ยังช่วยให้คุณดูเหมือนมืออาชีพที่พร้อมทำงานมากขึ้นอีกนิดด้วย

3. เลือกเสื้อผ้าโทนสีสุภาพ และงดสูบบุหรี่ก่อนเข้าสัมภาษณ์

การแต่งกายผู้ชาย

กฎการเลือกเสื้อผ้าอีกหนึ่งข้อที่ลืมไม่ได้เลยก็คือ ควรเลือกเสื้อผ้า เนคไท และรองเท้าที่มีโทนสีสุภาพเอาไว้ก่อน อย่างเช่น สีดำ เทา กรมท่า หรือน้ำตาล เป็นต้น นอกจากนี้ ก่อนจะนำเสื้อผ้ามาใส่ อย่าลืมตัดป้ายราคาบนเสื้อผ้าออกด้วย ส่วนคนที่สูบบุหรี่เป็นนิสัยหากเป็นไปได้ก็ควรหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ก่อนเข้าสัมภาษณ์งานจะดีกว่า

4. สวมรองเท้าที่สะอาด และไม่มีกลิ่นตัว

การแต่งกายผู้ชาย
ที่สำคัญคุณก็ควรจะมีรองเท้าที่สวมใส่สบาย ดูสะอาดสะอ้าน และเข้ากับชุดไปสัมภาษณ์งานด้วย นอกจากนี้หากเป็นไปได้ก็อย่าลืมพรมน้ำหอมลงบนเสื้อผ้า หรือตามข้อพับต่าง ๆ สักนิดก่อนออกจากบ้าน ซึ่งเป็นวิธีง่าย ๆ ที่จะช่วยให้ผู้สัมภาษณ์รู้สึกประทับใจคุณตั้งแต่แรกเห็น

การแต่งกายผู้ชายblacklapel

สำหรับคนที่กำลังจะไปสัมภาษณ์งานในบริษัทต่าง ๆ ที่จำเป็นต้องติดต่อประสานงานกับคนหมู่มาก หรืองานที่ดูเป็นทางการ ควรจะมีเสื้อสูทพกติดตัวไปสัมภาษณ์งานด้วย เพราะสูทจะช่วยให้คุณดูน่าเชื่อถือและมีความรู้เกี่ยวกับงานมากขึ้น ส่วนโทนสีของเสื้อสูทก็ควรเป็นโทนสีกลาง ๆ อย่างเช่น สีดำ เทา กรมท่า เป็นต้น

เสื้อด้านในควรเป็นเสื้อเชิ้ตสีขาวหรือสีสุภาพเช่นเดียวกัน แต่หากเป็นเสื้อเชิ้ตสีฟ้าหรือสีชมพูอ่อนก็จะช่วยอัพลุคและซับพอร์ตความเป็นมืออาชีพในตัวคุณได้มากกว่าสีอื่น ๆ ส่วนเนคไทก็สามารถเลือกแบบที่มีลวดลายและมีสีสันได้ทว่าก็ไม่ควรจะให้ดูจัดจ้านหรือลายตาจนเกินไปนัก สำหรับสไตล์รองเท้าที่จะช่วยให้การแต่งกายของคุณดูสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้นก็ได้แก่ รองเท้าสไตล์อ็อกซ์ฟอร์ด เดอร์บี้ และมังค์สแตร็ป

การแต่งกายผู้ชาย
express

สำหรับคนที่กำลังจะไปสัมภาษณ์งานที่เกี่ยวกับการครีเอทีฟหรือศิลปะ ตามบริษัทโฆษณา สำนักพิมพ์ หรือสื่อต่าง ๆ ควรจะเลือกเสื้อผ้าที่มีความเป็นแฟชั่นหน่อย ๆ แต่ก็ยังมีความสุภาพอยู่ในตัว แล้วสวมทับด้วยเบลเซอร์ โดยไม่ต้องสวมเสื้อสูทกับเนคไทก็ได้ จากนั้นจับคู่กับรองเท้าหุ้มส้นที่ดูสะอาดสะอ้าน มีสไตล์ที่โดดเด่นก็เพียงพอแล้ว อย่างเช่น กางเกงเดนิมขายาวสีเข้ม กับเสื้อเชิ้ตสีอ่อน และรองเท้าผ้าใบเก๋ ๆ สักคู่ เป็นต้น
การแต่งกายผู้ชาย
fashiontrendsmens

สำหรับการสัมภาษณ์งานทั่วไปที่ไม่เป็นทางการมากนัก ก็สามารถแต่งตัวตามใจคุณได้มากขึ้น แต่ทั้งนี้ก็ควรพยายามเลือกเสื้อกับกางเกงที่ดูสุภาพ แสดงถึงการให้เกียรติผู้สัมภาษณ์กับสถานที่ และสวมใส่สบายแต่ก็ช่วยปรับลุคให้คุณดูเหมือนมืออาชีพได้ด้วย

โดยเลือกเสื้อผ้าจากตัวที่คุณรู้สึกว่าสวมใส่แล้วทำให้รู้สึกมั่นใจก่อน จากนั้นก็มาตรวจเช็กรายละเอียดอื่น ๆ ของเสื้อผ้าว่า เหมาะสมกับการทำงานหรือเปล่า รวมถึงขนาดของเสื้อและกางเกงพอดีกับรูปร่างของคุณไหม แล้วจากนั้นก็ต่อด้วยการเลือกรองเท้าที่เข้ากับการแต่งกายโดยรวม เท่านี้ก็พร้อมสำหรับการสัมภาษณ์งานแล้ว

การแต่งกายของผู้หญิง

การแต่งกายสำหรับผู้หญิงเมื่อต้องสัมภาษณ์งาน

“การสร้างความประทับใจ” เป็นก้าวแรกแห่งความสำเร็จในการสัมภาษณ์งาน แต่เชื่อว่ายังมีหลายๆ คนที่ยังนึกภาพไม่ออกว่าควรแต่งกายอย่างไรให้เหมาะสมกับการไปสัมภาษณ์งานให้ถูกกาลเทศะในการไปสัมภาษณ์ นอกเหนือจากนี้เพื่อเป็นการให้เกียรติผู้สัมภาษณ์และองค์กรแล้ว การแต่งกายที่สุภาพ และเหมาะสม สามารถบ่งบอกได้ถึงประเภทของงานว่าเหมาะสมกับคุณหรือไม่ได้อีกด้วย มิฉะนั้นคุณควรเตรียมตัวและอย่ามองข้ามในจุดนี้ การแต่งกายที่ดูดี อาจทำให้ผลการสัมภาษณ์ของคุณดีเกินที่คาดหวัง หลักการง่ายๆ ในการแต่งกายในวันสัมภาษณ์ คือดังนี้

                                                               

เทคนิคการแต่งกายสัมภาษณ์งานสำหรับผู้หญิง
– ควรแต่งกายด้วยชุดทำงาน เสื้อสูท หรือเสื้อเชิ้ต และกระโปรงหรือชุดสูทกางเกงที่สุภาพเรียบร้อย
  ห้าม พับแขนเสื้อ ใส่เสื้อยืดคอกลม เสื้อแขนกุด ชุดกีฬา/ชุดที่ใส่ไปทะเล
          ห้าม ใส่กางเกงขาสั้น กางเกงสามส่วน กางเกงสี่ส่วน กางเกงห้าส่วน กางเกงยีนส์
          ห้าม แต่งตัวโดดเด่นเกินควร หรือล่อแหลม
– เสื้อผ้าที่สวมใส่ต้องสะอาด เรียบร้อย ซักรีดให้เรียบ
– ต้องเป็นเสื้อผ้าที่สีสันไม่ฉูดฉาด ควรเลือกสีให้เหมาะกับรูปร่างและผิวพรรณของตนเอง
          – ควรสวมรองเท้าคัชชูหรือรองเท้ารัดส้น และปกปิดนิ้วเท้า
   ห้าม ใส่รองเท้า-ถุงเท้าสีฉูดฉาด รองเท้าแฟชั่น รองเท้าผ้าใบ รองเท้าแตะ รองเท้าบู๊ต และรองเท้าที่มีส้นสูงจนเกินไป
– กระเป๋าถือ ควรเลือกใช้กระเป๋าที่ดูเรียบ ขนาดพอดีตัวไม่ใหญ่เกินไป ควรเลือกโทนสีเข้มเพื่อให้คุณดูน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น
– สระผมให้สะอาด หวีผม จัดทรงให้เรียบร้อย รับกับใบหน้า การทำผมแบบเปิดหน้าผากและเห็นหูเพราะทำให้ดูเปิดเผยและจริงใจ
– เล็บและการทาเล็บ ไม่ควรไว้เล็บยาวจนเกินไป ควรเลือกสีกลาง ๆ อย่าปล่อยให้สีถลอกจะไม่น่าดู
– ควรแต่งหน้าให้เหมาะสมกับอายุ ไม่ควรทาลิปสติกที่มีสีฉูดฉาดหรือรองพื้นหนาจนเกินไป
– เครื่องประดับ ควรใช้เพื่อเสริมการแต่งกายให้ดูดีขึ้น แต่ไม่ควรใช้เครื่องประดับมากจนเกินไปจนดูสะดุดตารกรุงรัง

เรื่องความสะอาด
ควรดูแลเรื่องกลิ่นกาย ไม่ควรฉีดน้ำหอมมากจนเกินไป
        ควรทำความสะอาดผม และจัดแต่งทรงผมให้สุภาพ ไม่รุงรัง


นอกเหนือจากการแต่งกายแล้ว ยังต้องมีการสัมมาคารวะในการยกมือไหว้ทักทายผู้ใหญ่ไม่ว่าผู้สัมภาษณ์จะอายุมากหรือน้อย กว่าก็ตาม และการใช้ถ้อยคำที่สุภาพ อ่อนน้อม กระชับ ฉะฉานในการตอบคำถาม ตรงต่อเวลา จะเป็นการเพิ่มเสน่ห์ในตัวคุณ และอย่าลืมศึกษาหาข้อมูลขององค์กร และเนื้องานที่ต้องรับผิดชอบเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับตัวคุณเอง และสร้างความประทับให้กับผู้สัมภาษณ์อีกด้วย

10 คำถามพิชิต การสอบสัมภาษณ์

บางคนก็ยังสงสัยการสัมภาษณ์งานแต่ละที “เอ๋ทำไม ไม่มีใครติดต่อกลับมาเลย” “คำตอบที่เราตอบไปมันไม่ได้ดีหรอ” บทความนี้จะเป็นตัวช่วยให้คุณเข้าใจกับ 10 คำถามยอดฮิต ที่แต่ละบริษัทต้องถามกัน

10 คำถาม –คำตอบ นี้เป็นเพียงแนวทางเท่านั้น คำตอบที่ตอบออกไปไม่ทั้งถูกและผิด เพราะเหล่าคำถามแต่ละข้อนั้น ผู้สัมภาษณ์เพียงอยากรู้จักความเป็นตัวคุณให้มากกว่าเรซูเม่เพียงแค่กระดาษ 1 แผ่น ไม่ว่าคุณจะตอบแบบไหนล้วนสะท้อนถึงความคิด ความอ่านและทัศนคติต่างๆของตัวคุณเอง สิ่งสำคัญทุกครั้งก่อนการไปสัมภาษณ์งาน คุณควรที่จะมีการเตรียมพร้อมและซักซ้อมให้มากที่สุด เพราะเมื่อเจอสถานการณ์จริงคุณจะได้รับมือกับการควบคุมอารมณ์ ความตื่นเต้นและความประหม่าของตัวคุณเองที่จะเกิดขึ้นได้  “การเตรียมตัวที่ดีย่อมมีชัยไปกว่าครึ่งเสมอ….”

1)เล่าอะไรมาคร่าวเกี่ยวกับตัวคุณให้ฟังหน่อย

คำถามนี้ผู้สัมภาษณ์ไม่ได้ต้องการฟังประวัติของคุณตั้งแต่เข้าเรียนจนจบมหาวิทยาลัย แต่ผู้สัมภาษณ์อยากจะรู้เพียงว่าเมื่อคุณเรียนจบมาแล้วและเริ่มทำงานกับบริษัทแห่งหนึ่ง สิ่งที่คุณได้รับจากบริษัทเดิมมีอะไรบ้าง คำถามนี้คุณควรใช้เวลาตอบเพียง 2 -3 นาที ตอบแบบกระชับ ให้ได้ใจความที่สุด พร้อมยกตัวอย่างประกอบ เช่น “หลังจากเรียนจบด้านการตลาด และเริ่มทำงานกับบริษัทการตลาดแห่งหนึ่ง ผมได้เรียนรู้เกี่ยวกับการทำงานกันเป็นทีม ก่อนการทำงานทุกครั้งต้องวางแผนอยู่เสมอ และ ต้องแข่งขันกับเวลาที่จำกัดอยู่เสมอ รวมถึงการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ สิ่งเหล่านี้ล้วนสอนผมมา จึงทำให้ผมมักจะได้รับมอบหมายดูแลงานโปรเจคใหญ่อยู่เสมอ” แต่ถ้าคุณเป็นนักศึกษาจบใหม่ ไม่เคยทำงานที่ไหนมาก่อน คุณสามารถพูดถึงกิจกรรมนักศึกษาที่คุณเคยทำมาได้เหมือนกัน

2)ทำไมคุณถึงลาออกจากงานเก่า

ควรตอบด้วยความเป็นจริงให้มากที่สุด สั้นๆ กระชับ ให้ได้ใจความพร้อมกับเหตุผลประกอบ และถ้าการออกจะที่เก่ามันเลวร้ายมากๆ คุณก้อไม่ควรจะบอกกับผู้สัมภาษณ์งาน อย่าลืมว่าผู้สัมภาษณ์อาจขออนุญาตติดต่อกลับบริษัทเก่าเพื่อทำการตรวจสอบข้อมูลเหล่านั้นสิ่งที่ต้องหลีกเลี่ยงที่สุดสำหรับการตอบคำถามนี้คือ การวิจารณ์ที่ทำงานและเจ้านายเก่าเพราะสิ่งเหล่านี้จะทำให้ภาพลักษณ์ของคุณดูแย่และนั่นหมายถึงโอกาศที่คุณจะได้งานนี้ย่อมจบลงเช่นกัน

3)คุณรู้อะไรเกี่ยวกับบริษัทเราบ้าง

ก่อนจะเข้ามาสัมภาษณ์คุณจำเป็นที่ต้องทราบและเข้าใจในข้อมูลต่างๆที่เกี่ยวกับข้องกับตัวบริษัทไม่ว่าจะเป็น ประวัติความเป็นมาขององค์กร วัฒนธรรม วิสัยทัศน์ ภาพลักษณ์องค์กรรวมถึงตัวสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ของบริษัทซึ่งข้อมูลเหล่านี้คุณสามารถค้นหาได้ตามหน้าเว็ปไซค์ของบริษัทนั่นเอง คุณอาจจะโทรเข้ามาสอบถามกับทางประชาสัมพันธ์ของบริษัทนั้น เพื่อขอข้อมูลเกี่ยวกับตัวบริษัท  และถ้ามีเพื่อนๆที่ทำอยู่ก้อสามารถสอบถามข้อมูลได้เหมือนกันการที่การที่คุณได้มีเตรียมตัวหาข้อมูลก่อนไปสัมภาษณ์มันแสดงให้ผู้สัมภาษณ์เห็นว่าคุณตั้งใจที่จะเขามาทำงานที่บริษัทแห่งนี้

4) ทำไมคุณถึงมาสมัครงานกับบริษัทเรา

คำถามนี้จะเป็นอะไรที่ง่ายมากๆ ถ้าคุณได้มีการค้นหาข้อมูลที่เกี่ยวกับตัวองค์กรมาพอสมควร การตอบคำถามทุกครั้งควรตอบอย่างมีเหตุมีผลเช่น

“ตอนที่ดิฉันได้เรียนอยู่ และได้ทราบว่าจากรุ่นพี่เกี่ยวกับบริษัทแห่งนี้ที่ได้เปิดโอกาสให้กับนักศึกษาจบใหม่ ได้เข้าทำงาน ซึ่งคิดว่าเป็นโอกาศที่ดี ที่จะได้เรียนรู้ และเพิ่มความสามารถให้กับตัวดิฉันเองค่ะ”

“ช่วงที่ดิฉันได้ทำงานบริษัทเก่าอยู่ ได้ข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทนี้ที่ได้เปิดโอกาสให้กับพนักงานทุกคนพิสูจน์ความสามารถ และโปรโมตตัวเอง เพื่อเลื่อนขั้นได้ค่ะ”

5) ตามความเข้าใจของคุณ คิดว่าตำแหน่งนี้ต้องรับผิดชอบงานอะไรบ้าง

คุณควรทำการบ้านก่อนมาสัมภาษณ์ด้วยการอ่านรายละเอียดของตำแหน่งงานและคุณสมบัติต่างๆที่ทางบริษัทต้องการทำความเข้าใจกับมัน ตอบให้สั้นและกระชับใจความ สิ่งสำคัญก่อนตอบต้องมั่นใจว่าเข้าใจถ้าไม่แน่ใจส่วนไหนไม่ต้องกลัวที่จะถาม อาจตั้งคำถามกลับในทำนองว่าเข้าใจตำแหน่งงาน แต่ไม่แน่ใจเกี่ยวกับข้อมูลกลุ่มลูกค้า และผลิตภัณฑ์มากนักอยากให้ช่วยอธิบายให้เข้าใจในเบื้องต้นและ ถ้าไม่รู้ อย่าพยายามตอบ เพราะถ้าตอบผิด นั่นหมายความว่าคุณไม่ได้ทำการบ้านมาไม่ได้ให้ความสนใจกับงานนี้ แถมยังมั่วอีกต่างหาก

6)ถ้าคุณได้มาทำงานกับบริษัทคุณคิดจะทำอะไรให้กับบริษัทมากที่สุด

คำถามนี้แสดงถึง ความคิดสร้างสรรค์ ความสามารถความชำนาญของตัวคุณเองการตอบคุณควรตอบอย่างมั่นใจคำตอบที่คุณตอบไปสามารถบ่งบอกถึงความตั้งใจจริงในการทำงานและความสามารถของตัวคุณเอง ไม่ว่าวิธีการคิดของคุณที่จะนำมาใช้กับบริษัทได้หรือไม่นั้น แต่ขอให้คุณ ใช้ประสบการณ์และ ความรู้ที่เรียนมาตอบออกไป

7) งานอดิเรกที่คุณทำเป็นประจำมีอะไรบ้าง

คำถามประเภทนี้ผู้สัมภาษณ์ต้องการจะดูด้านอุปนิสัย บุคลิกภาพ ของตัวผู้สมัครว่า เป็นคนอย่างไร และยังสามารถรู้ถึงความคิด ความอ่าน การสังเกตุ และการเข้าร่วมกับคนอื่นๆ

“ดิฉันชอบอ่านข่าว คุณก็จะถูกถามถึงเหตุการณ์ ณ.ปัจจุบันว่าเกิดอะไรขึ้นคุณมีความคิดเห็นต่อข่าวนี้ยังไงบ้าง”

“ดิฉันชอบเล่นกีฬา กีฬาที่เล่น เพราะอะไรทำไมถึงชอบเล่นกีฬาประเภทนี้คุณได้อะไรจากการออกกำลังกายบ้าง”

8) อะไรคือ จุดเด่น/จุดอ่อนของคุณ

จุดเด่น ควรจะบอกอะไรที่คิดว่าดีที่สุดในตัวเรา และสามารถนำความสามารถนั้นมาใช้กับงานที่จะสมัครได้ เช่น“ดิฉันเป็นคนไม่ชอบหยุดนิ่ง เนื่องจากชอบ ชอบทำกิจกรรมใหญ่ๆอยู่เสมอ”

 จุดอ่อน ควรจะบอกในสิ่งที่ตัวเองกำลังจะปรับปรุงหรือทำแล้ว ณ.ขณะนั้น และควรบอกถึงผลหลังการปรับปรุงด้วยเช่น“ภาษาอังกฤษของดิฉันอ่อนมากๆค่ะซึ่งตอนนี้ดิฉันกำลังฝึกเรียนภาษาอังกฤษอยู่ เรียนมาได้ 4 เดือนแล้ว และผลการเรียนนี้เอง ทำให้ผมสามารถโต้ตอบจดหมายที่เป็นภาษาอังกฤษได้ดีค่ะ”

9) คุณต้องการเงินเดือนเท่าไหร่

เป็นเรื่องที่ยากในการตอบคำถามประเภทนี้ ไม่ว่าคุณจะเลือกเงินเดือนที่มาก หรือ น้อย ย่อมส่งผลกระทบต่อตัวเราทั้งสิ้น ทางที่ดี ในการตอบคำถามเกี่ยวกับเรื่องเงินเดือนนี้เราควรจะหาข้อมูลจากทางเพื่อนๆ พี่ๆ ที่ทำงานในบริษัทหรือ คล้ายกับตำแหน่งที่คุณสมัครก่อน แต่ถ้าหากผู้สัมภาษณ์เสนอเงินเดือนมาสูงหรือต่ำกว่าที่คุณตั้งไว้คุณก็อย่าเพิ่งรีบตอบตกลง คุณอาจจะขอเวลาในการพิจารณาสัก 1-2 วัน แล้วค่อยให้คำตอบก้อได้เพราะถ้าเกิดคุณตอบตกลงไปแล้ว และคุณมาขอขึ้นทีหลังก็เหมือนกับว่า คุณเป็นประเภทคนโลเลไม่น่าเชื่อถือได้

10) คุณมีข้อสงสัยอะไรอีกไหม

ถ้าเจอคำถามนี้ ย่อมหมายถึงการสัมภาษณ์ได้ใกล้สิ้นสุดลงแล้ว แต่ในการตอบคำถามข้อสุดท้ายนี้ จะตอบอย่างไรดีที่จะแสดงว่า เราเป็นคนเอาใจใส่ เช่น “ผมอยากทราบเวลา ที่แน่นอนในการทำงานของดิฉันค่ะ” “สวัสดิการที่ดิฉันจะได้รับมีอะไรบ้างค่ะ”หรือ คุณอาจจะไม่ต้องการถามอะไรก็ได้เพราะถ้าคุณได้ทราบข้อมูลของบริษัทนี้มากพอแล้วแต่ถ้าเกิดสงสัยจริงๆ ก็ควรตั้งคำถามที่ฟังแล้วดูดีและถูกใจนายจ้างของคุณให้มากที่สุด

ขั้นตอนและหลักการเกี่ยวกับการสัมภาษณ์

การสัมภาษณ์งานที่ดีนั้นมีหลักการที่ควรยึดถือหลาย ๆ ประการที่จะช่วยให้การดำเนินการสัมภาษณ์ประสบผลความสำเร็จไปด้วยดี หลักการต่าง ๆ เหล่านี้เราสามารถอธิบายให้ทราบได้ในขั้นตอนกระบวนการ ของการสัมภาษณ์ดังนี้คือ

1. ขั้นของการเตรียมการ (Preparation)

2.  การจัดสภาพแวดล้อมสำหรับการสัมภาษณ์ (Setting)

3.  การกำกับและดำเนินการสัมภาษณ์ (Conduct of the interview)

4.  ขั้นของการปิดสัมภาษณ์ (Close)

5.  ขั้นของการประเมินการสัมภาษณ์ (Evaluation)

ขั้นตอนและหลักการเกี่ยวกับการสัมภาษณ์

1.  การเตรียมการสัมภาษณ์

ก่อนที่จะดำเนินการทำการสัมภาษณ์พนักงานนั้น ผู้ทำการสัมภาษณ์ควรจะได้มีการเตรียมพร้อมการในสิ่งต่าง ที่จำเป็นสำหรับการสัมภาษณ์เป็นอย่างมากให้พร้อมเพรียง สิ่งเหล่านี้รวมไปถึงการกำหนดเวลาไว้ล่วงหน้า  ที่จำเป็นจะต้องมีไว้พร้อมก่อนดำเนินการสัมภาษณ์ ในขั้นของการเตรียมการนี้ควรจะได้พิจารณาจัดเตรียมและจัดทำเรื่องต่าง ๆ ที่สำคัญต่อไปนี้คือ

ก.) ควรจะได้มีการกำหนดเป้าหมายที่ถูกต้องและต้องการของการดำเนินการสัมภาษณ์ กล่าวคือ การได้กำหนดเป้าหมายหรือทบทวนและพิจารณาถึงสิ่งที่ต้องการในการสัมภาษณ์ ย่อมจะช่วยให้มีโอกาสที่จะทำการสัมภาษณ์ได้ดีขึ้น และช่วยให้เข้าใจได้ว่ามีข้อมูลประการใดบ้างที่ควรจะเสาะหาจากการ ทำการสัมภาษณ์จึงจะได้ประโยชน์ที่สุด

ข.) ควรจะได้มีการกำหนดวิธีการสัมภาษณ์ ที่จะช่วยให้สามารถบรรลุได้ตามเป้าหมายดังกล่าว ในที่นี้ก็คือควรที่จะต้องตัดสินใจหรือตกลงใจเกี่ยวกับวิธีที่จะเลือกใช้ในการสัมภาษณ์ ซึ่งความเหมาะสม ของแต่ละวิธีของการสัมภาษณ์นั้นย่อมขึ้นอยู่กับเงื่อนไขกรณีต่าง ๆ

ค.) ควรจะต้องให้พร้อมในเรื่องของข้อมูลพื้นฐานที่เกี่ยวกับผู้ที่จะเข้าทำการสัมภาษณ์ ซึ่งในที่นี้ก็คือการต้องศึกษาข้อมูลรายละเอียดจากแบบฟอร์มใบสมัครให้ชัดแจ้งและเข้าใจเสียก่อน

2.  การจัดเตรียมสภาพแวดล้อมสำหรับการสัมภาษณ์

การจัดเตรียมสภาพแวดล้อมในการสัมภาษณ์นี้ ในทางปฎิบัติอาจจะมิใช่ขั้นตอนที่แยกจากกระบวนการสัมภาษณ์ แต่อย่างไรก็ ตามสิ่งเหล่านี้มองในแง่ของสภาพแวดล้อมทางวัตถุจริง ๆ ก็ควรจะเป็นขอบเขตหนึ่งที่ควรจะต้อง พิจารณาเช่นกัน

ก.) สภาพแวดล้อมทางวัตถุหรือสถานที่ที่ใช้ในการสัมภาษณ์นั้น ลักษณะที่ดีควรจะต้องอยู่ในสภาพที่เป็นสัดส่วนเฉพาะและมีความสะดวกสบายตามสมควร ซึ่งย่อมจะช่วยให้เป็นบรรยากาศที่ดีและทำให้สะดวกสบายที่จะทำการสัมภาษณ์ ซึ่งย่อมจะมีผลไม่มากก็น้อยที่ช่วยให้การสัมภาษณ์ได้ผลสูงขึ้นในหลายที่ที่สภาพแวดล้อมไม่เหมาะสมนั้น สิ่งที่มักปรากฏอยู่เสมอคือ เสียงหนวกหู หรือมีคนนั่งอยู่ห้องข้างเคียง หรือมีเสียงโทรศัพท์กวนเข้ามาบ่อย ๆครั้ง หรืออาจจะเป็นสภาพซึ่งมีคนหนึ่งคือเลขานุการนั่งอยู่ด้วย โดยทำให้ขาดความเป็นส่วนตัวไป ซึ่งการสัมภาษณ์ย่อมจะไม่เป็นไปในทางเปิดเผยเท่าที่ควร

ข.) สภาพแวดล้อมทางความคิดจิตใจ นั่นคือเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับบรรยากาศของผู้ทำการสัมภาษณ์ที่สร้างขึ้น กล่าวคือ การมีอัธยาศัยเป็นกันเองและไม่รีบร้อนขึงขังจนเกินไปในการสนทนาในครั้งแรก ย่อมจะมีส่วนช่วยให้เกิดบรรยากาศที่ดีที่จะไม่ตึงเครียด นอกจากนี้การมีการพูดโดยให้รู้สึกสบายและส่งเสริมผู้เข้าทำการสัมภาษณ์ให้ร่วมพูดคุยก็จะก่อให้เกิดบรรยากาศที่ราบเรียบในการสัมภาษณ์ด้วย กล่าวโดยสรุป การจัดสภาพแวดล้อมในการสัมภาษณ์นั้นควรจะต้องมีความพร้อมใน ประการต่าง ๆ ทั้งในแง่ของความเป็นส่วนตัวและความสะดวกสบาย การสร้างบรรยากาศง่าย ๆ ให้เหมือนกับการพักผ่อน การเริ่มต้นเปิดการสัมภาษณ์โดยไม่เป็นทางการและกันเอง รวมตลอดทั้งการพยายามจัดให้มีสภาพการณ์ที่สามารถเก็บรักษาความลับได้ดีรวมไปถึงการต้องให้ปลอดจากการถูกรบกวนด้วยประการต่าง ๆ เหล่านี้ ล้วนเป็นสิ่งสำคัญของบรรยากาศของการสัมภาษณ์ที่ควรจะจัดให้ถูกต้อง

ขั้นตอนและหลักการเกี่ยวกับการสัมภาษณ์

3.  การดำเนินการสัมภาษณ์

หลักสำคัญของการดำเนินการสัมภาษณ์ที่สำคัญยิ่งก็คือ การยึดถือหลักของการเป็น “ผู้ฟังที่ดี” กล่าวคือ ไม่ว่าจะเป็นการสัมภาษณ์ด้วยวิธีใด ๆ ก็ตาม การตั้งใจฟังเรื่องผู้สมัครตอบกลับมานั้นนับว่าเป็นเรื่องที่สำคัญยิ่ง และอาจจะเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก ทั้งนี้เพราะการเป็นผู้ฟังนั้น จะต่างกับความเป็นนายคนที่เคยชินอยู่ นั่นคือเคยแต่สั่งไปยังลูกน้องและให้ลูกน้องต้องฟัง ลักษณะที่ดีของการดำเนินการสัมภาษณ์ตามหลักของการต้องเป็นผู้ฟังที่ดีนั้นก็คือ ควรจะต้องมีการสนใจฟัง เพื่อจะเก็บรวบรวมข้อมูลที่สำคัญและเพื่อที่จะแก้ไขความเข้าใจผิดต่าง ๆ ให้ลุล่วงไปและรวมถึงการรู้จักฟัง สิ่งที่แต่ละคนได้แสดงความรู้สึกออกมา รวมทั้งการตื่นตัวและคล่องตัวในขณะดำเนินการสัมภาษณ์

4.  การปิดการสัมภาษณ์

เมื่อการสัมภาษณ์สิ้นสุดลง สิ่งที่ต้องทำในขั้นของการปิดการ

สัมภาษณ์นั้นก็คือ

ก. ผู้ทำการสัมภาษณ์ ควรจะได้แสดงสัญญลักษณ์หรือสิ่งบอกเหตุบางอย่างที่จะช่วยให้ผู้ถูกสัมภาษณ์ได้เข้าใจว่าเรื่องราวที่สัมภาษณ์นั้นได้จบลงแล้ว ซึ่งจะช่วยให้การปิดการสัมภาษณ์สำเร็จลงด้วยความพอใจของผู้สมัครที่จะไม่เกิดการประหม่าและพูดเกินเวลาไปอันเป็นการเสียมารยาท

ข. ถ้าหากทำได้ ควรจะได้มีการบอกกล่าวแก่ผู้สมัครหรือผู้ถูกสัมภาษณ์เกี่ยวกับสิ่งที่จะต้องทำต่อไปหรือที่ต้องดำเนินการในขั้นต่อไป เช่น การที่จะต้องให้เซ็นชื่อหรือการให้กลับมาฟังผลเมื่อใด หรือจะส่งผลให้ทราบโดยวิธีการอย่างไร เป็นต้น

5.  เมื่อปิดการสัมภาษณ์ลงแล้ว ขั้นสุดท้ายที่จะต้องทำก็คือการที่จะต้อง พิจารณาเรื่องที่จะทำการสัมภาษณ์ ทั้งหมดและนึกคิดย้อนทบทวนกลับไปและพิจารณารวมผล ตลอดจนการประเมินผลความสำเร็จของการสัมภาษณ์ที่ได้กระทำไปแล้วจนสิ้นสุดลงนั้นด้วย

ขั้นตอนและหลักการเกี่ยวกับการสัมภาษณ์

8 จุดมุ่งหมายของการสัมภาษณ์งาน

จุดมุ่งหมายของการสัมภาษณ์งาน
บางคนก็ยังสงสัยว่าทำไมไปสมัครงานแล้ว ทำไมจึงต้องมีการสัมภาษณ์ในการรับสมัครงาน ต้องมีการทดสอบความรู้เบื้องต้นอีก ในการทำข้อทดสอบความรู้ความสามารถไม่เป็นสิ่งเพียงพอ ในการตัดสินใจรับบุคคลเข้าทำงานหรือการสัมภาษณ์ มีจุดมุ่งหมายเพื่อที่จะมีโอกาสทราบรายละเอียดต่างๆ เกี่ยวกับผู้สมัครมากขึ้นนอกเหนือจากที่ระบุไว้ในใบสมัคร เราสามารถเรียบเรียงจุดประสงค์ในการสัมภาษณ์ได้ดังนี้

 จุดมุ่งหมายของการสัมภาษณ์งาน

  1. 1. เพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับผู้สมัคร สังเกตบุคคลิกภาพและรสนิยมของผู้สมัครอย่างชัดเจนด้วยตนเอง และผู้สัมภาษณ์จะได้มีโอกาสสอบถามข้อเท็จจริงบางประการที่มีความหมายคลุมเคลืออยู่ และไม่สามารถอธิบายในใบสมัครได้มากกว่า
  2. 2. เพื่อจะได้ทดสอบระดับความรู้ ความเข้าใจ ความสามารถของผู้สมัครบางประการ เช่น ความสามารถทางภาษา ความสามารถทางด้านอื่นๆ
  3. 3. เพื่อจะได้ทราบแนวคิดในการสมัครงานของผู้สมัครมากขึ้น
  4. 4. เพื่อจะได้ทราบความรู้สึกตอบสนองของผู้สมัครงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการควบคุมสภาวะอารมณ์เมื่อถูกถามด้วยคำถามประเภทต่างๆได้อีก
  5. 5. เพื่อจะได้ทราบทัศนคติของผู้สมัครในเรื่องทั่วๆ ไป เช่น เศรษฐกิจ การเมือง สังคม
  6. 6. เพื่อทราบความสำเร็จหรือความล้มเหลวในอดีตของผู้สมัครงาน รวมทั้งจุดอ่อน จุดแข็งของผู้สมัครงาน
  7. 7. เพื่อจะได้มีโอกาสชี้แจงลักษณะงานที่กำลังพิจารณาอยู่ ให้ผู้สมัครงานได้ทราบถึงข้อมูล
  8. 8. เพื่อเป็นการสร้างสัมพันธภาพที่ดีกับผู้สมัครงานให้มากขึ้น
  9. สรุปง่ายๆคือ ผู้สมัครงานจะต้องแสดงพฤติกรรมที่เป็นที่ยอมรับของสังคมส่วนใหญ่ออกมา เพื่อสร้างความประทับใจที่ดีให้เกิดกับตัวคุณให้มากที่สุดจะได้เป็นผลดีต่อตัวท่านเองค่ะ

7 ขั้นตอนหางานทำต่างประเทศ..ไม่ยากอย่างที่คิด!!!

การที่จะได้ไปทำงานที่ต่างประเทศเป็นความฝันหนึ่งของใครหลายคนไม่แพ้การเรียนต่อต่างประเทศ ด้วยอัตราค่าจ้างที่ค่อนข้างดึงดูดใจ รวมไปถึงประสบการณ์ใหม่ๆ ของการได้ไปใช้ชีวิตยังต่างแดน แต่จะทำอย่างไรหากอยากไปทำงานต่างประเทศ? วันนี้ Life on campus มีเคล็ดลับดีๆ 7 ขั้นตอนการหางานต่างประเทศเริ่มตั้งแต่การเตรียมตัว ไปจนถึงขั้นตอนต่างๆ ที่อาจจะไม่เคยรู้มาก่อน แม้จะไม่ใช่เรื่องง่ายที่เราจะได้งานแต่ก็ไม่อยากเกินไปหาเรามีความพยายาม และเริ่มต้นอย่างถูกวิธี คือ

1. สิ่งที่ต้องรู้ก่อนที่จะเริ่มหางาน

-การหางานทำในประเทศมักจะมีข้อจำกัดระหว่างคุณกับองค์กรต่างๆ นั่นก็คือ “ภาษา” คุณต้องสำรวจตัวเองก่อนว่าเรามีความสามารถด้านนี้ดีเพียงใดดีมากแค่ใหนที่พร้อมจะทำงาน เพราะนอกจากภาษาที่สองอย่าง ภาษาอังกฤษ แล้ว การได้ภาษาที่ 2, 3, 4 ถือเป็นอีกหนึ่งข้อได้เปรียบในการหางานต่างประเทศอีกด้วย

-การหางานในประเทศอเมริกาว่ายากแล้ว แต่การหางานในประเทศอื่นๆ “ยากยิ่งกว่า” และต้องใช้เวลานานมาก เริ่มแรกคุณต้องหางานที่เปิดให้ประชาชนจากประเทศอื่น ๆ สามารถทำได้ก่อนเช่นกัน

-ต้องทำใจไว้ก่อนเลยว่าการจะหางานในตำแหน่งที่อยากได้ และเงินเดือนที่ต้องการในต่างประเทศนั้นเป็นเรื่องที่ “ยากมาก”โดยเฉพาะคนที่ไม่มีประสบการณ์ หรือ ไม่จบปริญญาที่เกี่ยวข้องกับสายงาน ถ้างานนั้นไม่ตรงกับสายงานที่คุณเรียนมาคุณต้องยอมรับทำใจก่อน

-หาคำตอบให้ได้ว่า “ทำไมถึงอยากไปทำงานต่างประเทศ?” ต้องการจะไปเมื่อไหร่, อยู่นานแค่ไหน และประเทศไหนที่คุณอยากไปทำงาน จะช่วยให้คุณตัดสินใจเลือกงานที่เหมาะกับคุณได้ง่ายขึ้น และดีกับคุณมากแค่ใหน คุรต้องตัดสินใจให้ดีก่อนจะไป

-สำรวจกองทุนส่วนตัวว่าคุณมีมากพอสำหรับการใช้ชีวิตในต่างประเทศหรือไม่?

2. ทำงานต่างประเทศระยะสั้น-ระยะยาว

หากคุณอยู่ในช่วงปิดเทอมประจำปี หรืออยากหางานในต่างประเทศในช่วงเวลาสั้นๆ โอกาสเหล่านี้มีให้เลือกมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าคุณเป็นนักศึกษาในต่างประเทศอยู่แล้ว และอยากหางานในช่วงปิดเทอมก็สามารถทำได้ โดยเข้าไปดูที่เว็บไซต์“Jobs Abroad.com” และ “TransitionsAbroad.com” สำหรับการทำงานในระยะยาว ก็ขอแนะนำให้ลองอ่านและหาข้อมูลจากเว็บไซต์ TransitionsAbroad.com ก่อนเป็นอันดับแรก จากนั้นค่อยหาตำแหน่งงานที่รับคนต่างชาติที่จะรับเข้าทำงาน

3. หางานในตำแหน่งที่ต้องการ

1. Network
หลังจากพิจารณาวางแผนมาแล้ว ก็เริ่มหาตำแหน่งงานที่ต้องการกันเลย ว่าเราจะเริ่มหาทางใหนก่อน เราไม่มีทางรู้เลยว่างานไหนบ้างที่เปิดโอกาสให้คนต่างชาติมาร่วมงานได้ ในส่วนนี้จึงต้องสังเกตให้ดี อันดับแรกเราขอแนะนำให้เข้าไปฝากประวัติไว้ที่ LinkedIns หรือwww.linkedin.com เครือข่ายที่จะทำให้คุณได้พบกับ CEOs และบริษัทเปิดใหม่มากมาย ซึ่งอาจจะทำให้คุณค้นพบงานที่ต้องการ สร้างประวัติการสมัครงานของคุณ ชื่อ รูปภาพ รายละเอียดต่าง ๆ ให้เรียบร้อย

2.  Job Fairs
เข้าร่วมกิจกรรมงาน “Job Fairs” ที่รู้จักคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี นอกจากงานในประเทศแล้ว ก็ยังมี “งานต่างประเทศ” บริษัทต่าง ๆ ที่เปิดรับสมัครงานชาวต่างชาติ เมื่อเจองานที่ต้องการแล้ว บางแห่งก็ให้สัมภาษณ์เบื้องต้นพร้อมกรอกหลักฐาน ณ จุดรับสมัครได้ทันที ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวของการเริ่มต้นไปทำงานต่างประเทศที่คุณสามารถหาได้ง่าย ๆ จากงาน Job Fairs

Job Fairs

3. Job Search Engines
เครื่องมือค้นหางานง่ายๆ ทำได้ที่บ้าน จากเว็บไซต์ Craigslist, Monster, และ Gumtree ถือเป็นแหล่งหางานต่างประเทศแบบออนไลน์ที่ดีที่สุด Monster.com ครอบคลุมงานต่างๆ จากทั่วโลก, GoAbroad.com และ TransitionsAbroad.com นอกจากหางานจากต่างประเทศแล้ว ยังเป็นคู่มือการเดินทางอีกด้วย นอกจากนี้ยังมี InterExchange บริการจัดหางานต่างประเทศ

4. เริ่มต้นด้วยการเป็นครูสอนภาษา

การเป็นครูสอนภาษาในประเทศต่างๆ ถือเป็นงานที่ชาวต่างชาติเข้าถึงได้มากที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งครูสอนภาษาอังกฤษ ในหลายประเทศต้องการเป็นอย่างมาก สำหรับคนไทยอาจจะเสียเปรียบด้านนี้อยู่สักหน่อย แต่ถ้าคุณเก่งภาษาจริงก็ไม่ยากที่จะโชว์ศักยภาพให้เห็น หรือไปเป็นครูสอนภาษาไทยในประเทศที่ต้องการก็ได้ อาชีพแรกสำหรับเป็นใบเบิกทางไปสู่อาชีพต่อๆ ไป ทำให้ได้รู้จักคนใหม่ๆ เพิ่มโปร์ไฟล์ารทำงานของคุณได้อีกด้วย เมื่อคุ้นเคยและพอหาลู่ทางก็จะสามารถขยับขยายไปทำงานที่ตัวเองต้องการได้

5. ส่งใบสมัคร

เมื่อคุณเจอตำแหน่งงานที่ต้องการจะสมัครแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการส่งใบสมัครแบบออนไลน์ ไปยังบริษัทเหล่านั้น มีเคล็ดลับง่ายๆ เพียงแค่ใช้อินเทอร์เน็ต และ “Google” เป็น เช่น คุณต้องการสมัครงานที่ประเทศอังกฤษ เข้า Google และพิมพ์ว่า “how to apply for a job England” เพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับการสมัครงานในประเทศอังกฤษทั้งหมด การเขียนเรซูเม่ การขอวีซ่า และการดำเนินการทั้งหมด หากต้องการครีเอทประวัติการทำงานให้สวยหรูและดูโดดเด่น แนะนำให้เข้าไปที่เว็บไซต์ “global resume” ข้อแนะนำดีๆ ในการเขียนเรซูเม่ของคุณโดยละเอียด

6. เตรียมพร้อมสำหรับการสัมภาษณ์

หลายบริษัทยินดีที่จะจ่ายค่าตั๋วเครื่องบินเพื่อบินไปสัมภาษณ์พนักงานโดยตรง แต่ถ้าคุณแสดงความพิเศษบางอย่างที่ทำให้พวกเขาไม่ต้องลำบากเดินทางมาสัมภาษณ์ด้วยตัวเอง ด้วยการใช้เทคโนโลยีการสื่อสารให้เป็นประโยชน์ จะทำให้บริษัทเหล่านั้นปลื้มคุณไปอีกขั้น แนะนำให้ลงทะเบียน “Skype” สำหรับการสัมภาษณ์ออนไลน์ที่บริษัทสามารถติดต่อมาได้ตลอดเวลา และต้องคอยเช็ควันและเวลาในการนัดสัมภาษณ์ให้ดี เพราะต่างที่ต่างเวลากัน แต่งกายให้สุภาพเรียบร้อย หรือจะเป็นการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ก็ดีควรเตรียมตัวให้พร้อม สำหรับการตอบคำถาม

สำคัญที่สุด บอกเหตุที่ควรเลือกคุณเข้าทำงาน คุณมีอะไรที่คนในประเทศของเขาทำไม่ได้? ข้อดีและจุดเด่นของคุณคืออะไร? เหตุผลที่คุณอยากที่จะร่วมงานกับพวกเขา ทำให้มั่นใจได้ว่าการจ้างคุณเข้าทำงานคุ้มค่าอย่างไร? พูดถึงความรักในตัวองค์กรและบริษัท รวมถึงเพื่อนร่วมงาน ทำให้นายจ้างหรือบริษัทเชื่อในตัวคุณให้ได้

7. ขอวีซ่า (Visa) และใบอนุญาตทำงาน (Work permits)

เมื่อคุณผ่านขั้นตอนการสมัครงานทั้งหมดและได้รับการตอบรับจากบริษัทแล้ว ขั้นตอนต่อไปก็คือ “การขอวีซ่าและใบอนุญาตเข้าทำงาน” ต้องมีหลักฐานทางการเงิน ตรวจร่างกาย ประวัติอาชญากรรม ต้องมีหนังสือเดินทาง และต้องเดินทางไปสัมภาษณ์ยังสถานฑูต เอกสารและขั้นตอนเหล่านี้สำคัญมาก เพราะแต่ละประเทศค่อนข้างเคร่งครัด

การหางานต่างประเทศเป็นสิ่งที่ท้าทายเป็นอย่างมาก แต่ถ้าคุณทำมันได้สำเร็จรับรองได้ว่าผลตอบแทนเป็นที่น่าประทับใจอย่างแน่นอน ทั้งรายได้และประสบการณ์การใช้ชีวิตในต่างแดน แม้มันจะดูเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ในตอนแรก แต่ถ้าคุณใส่ใจในทุกรายละเอียดและเตรียมตัวเองให้พร้อมสู้รบกับทุกอย่าง รับรองได้ว่าความฝันอยู่แค่เอื้อมอย่างแน่นอนค่ะ

 

 

 

 

 

7 วิธีสำหรับการหางานทำ

บอกวิธีการหางานทำสามารถทำได้อย่างง่ายดาย 

วิธีการหางาน

เนื่องจากสมัยนี้ด้วยเทคโนโลยีถูกพัฒนาไปรวดเร็วมาก แต่ก็ยังไม่พอกับจำนวนประชากรที่ว่างงานกับตำแหน่งงานที่รองรับอยู่ในปัจจุบัน แล้วมีเทคนิคอะไรบ้างล่ะ ? ที่จะช่วยให้เราได้งานดังที่เราได้หวังไว้นั้นก็คือ….

          1. จงเป็นตัวของตัวเอง  คือ รูปแบบการสัมภาษณ์งานที่เหมาะกับคนหนึ่ง ก็ไม่จำเป็นต้องเหมาะสมกับอีกคน คุณไม่จำเป็นต้องเลียนแบบใครเพื่อให้ดูเป็นมืออาชีพหรือดูมีความสามารถรอบด้าน แต่คุณควรค้นหาความเป็นตัวตน  ทั้งจากประสบการณ์ สิ่งที่เรารัก หรือเป้าหมายในอาชีพของเราที่ตั้งไว้ และใช้มันทำให้คุณกลายเป็นผู้สมัครที่ดูโดดเด่นแทน

          2. มองหางานตำแหน่งใหม่บ้าง  ทำลายความเชื่อเดิม ๆ เกี่ยวกับงานบางอย่าง  เช่น งานทรัพยากรบุคคลหรืองานธุรการดูน่าเบื่อและไม่มีอนาคต ทั้งที่ความเป็นจริงแล้วในปัจจุบัน งานประเภทนี้หลาย ๆ บริษัทให้ผลตอบแทนและโอกาสความก้าวหน้าทางอาชีพที่ดีมาก

          3. สร้างความประทับใจทำได้ทุกที่ คือ การสร้างความประทับใจไม่ได้จำกัดอยู่แค่ใบสมัคร หรือการสัมภาษณ์งานอีกต่อไป แต่ในยุคนี้โซเชียลมีเดียก็เป็นอีกช่องทางที่นายจ้างมักจะเข้ามาหาข้อมูลเกี่ยวกับตัวคุณ ดังนั้น อย่าลืมที่จะปรับรูป ประวัติหรือข้อมูลต่าง ๆ ให้ดูเหมาะสมและดูเป็นมืออาชีพ คุณอาจถามตัวเองว่าถ้าญาติผู้ใหญ่เห็นคุณแบบนี้ท่านจะคิดอย่างไร

          4. เตรียมตัวให้พร้อม ผู้สมัครหลายคนมักผิดพลาดตรงส่วนนี้  ไม่ได้เตรียมข้อมูลเพื่อการสัมภาษณ์งานอย่างจริงจัง เพราะคิดว่าเป็นเพียงการพูดคุยกันธรรมดา ๆ  แต่ความจริงไม่เป็นเช่นนั้น  คนที่ไม่เตรียมตัวให้ดีจะแสดงถึงความไม่เป็นมืออาชีพในสายตาของผู้สัมภาษณ์ ดังนั้น จงเตรียมตัวเองให้พร้อมในทุก ๆ ครั้ง แล้วคุณจะไม่มีคำว่าผิดหวัง

          5. ใช้โซเชียลมีเดียให้เป็นประโยชน์  ในปัจจุบันโซเชียลมีเดียก็เปรียบเสมือนขุมทรัพย์ทางข้อมูลที่ผู้คนสามารถแชร์และเข้าถึงกันได้ง่ายขึ้นและเป็นจำนวนมากเช่นกัน นั่นหมายความว่าคุณก็สามารถติดตามข้อมูลของบริษัทที่สนใจได้เช่นกัน  ไม่ว่าจะเป็นผู้คน กิจกรรม รวมถึงตำแหน่งงานใหม่ ๆ

6. ติดต่อเพื่อนฝูง
สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนไว้ โดยเฉพาะเพื่อนที่มีตำแหน่งสูงกว่า  พยายามทำให้ตัวให้โดดเด่น เพื่อที่เขาจะได้แนะนำคุณให้กับนายจ้างคนอื่น ๆ  จำไว้ว่าการสร้างความสัมพันธ์ก็เหมือนกับประตูสู่โอกาส ถ้ามีความรู้สึกที่ดีต่อกัน ประตูนั้นก็จะเปิดต้อนรับคุณเอง

7. จริงใจ ซื่อสัตย์ต่อสิ่งที่คุณพูด ต้องมั่นใจว่าสิ่งที่คุณสัญญาไปนั้นคุณต้องทำได้จริง ๆ  มันจะเสี่ยงมากถ้าคุณทำไม่ได้อย่างที่คุณพูด

วิธีการหางาน